“ดร.เฉลิมชัย” มอบแนวทางจัดทำคำของบประมาณ ทส. ประจำปี 2569 เน้นนโยบายสำคัญ: แก้ปัญหาน้ำกินน้ำใช้ ฝุ่นPM2.5 สัตว์ป่าออกนอกพื้นที่ การกัดเซาะชายฝั่ง พร้อมส่งเสริมการปลูกป่า และตลาดคาร์บอนเครดิต
วันนี้ (20 มกราคม 2568) เวลา 13.00 น. ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เป็นประธานการประชุมรับมอบนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อประกอบการจัดทำคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมี นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงฯ นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ที่ปรึกษา รมว.ทส. นาวาตรี สุธรรม ระหงส์ เลขานุการ รมว.ทส. นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงฯ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ เข้าร่วมประชุมรับมอบนโยบาย และมี นายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ พร้อมคณะ เข้าร่วมชี้แจงแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งมีกรอบวงเงินงบประมาณในภาพรวมของประเทศ 3.7 ล้านล้านบาท และมีเป้าหมายที่จะไม่ลดสัดส่วนงบลงทุนเพื่ออุดหนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เน้นการเพิ่มประสิทธิผลแต่ไม่เพิ่มงบประมาณ และไม่เพิ่มอัตรากำลัง ณ ห้องประชุม ๒๐๒ ชั้น ๒ กระทรวงทรัพยากรธรรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
โดย ดร.เฉลิมชัย รมว.ทส. กล่าวมอบนโยบายการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของกระทรวงฯ ว่า ให้ยึดหลัก “ใช้งบอย่างคุ้ม ประชาต้องได้ประโยชน์” ตามนโยบายของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และสอดคล้องตามการดำเนินนโยบายของรัฐทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคมและคุณภาพชีวิต และด้านการบริหารรัฐกิจ โดยมีนโยบายการดำเนินงานแบ่งตามกลุ่มภารกิจ ได้แก่ (1) ด้านทรัพยากรธรรมชาติ ที่จะมุ่งเน้นการส่งเสริมการปลูกป่าเศรษฐกิจ การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว การจัดที่ดินทำกิน การจัดชุดปฏิบัติการดูแลชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากสัตว์ป่าออกนอกพื้นที่ การแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง การป้องกันแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควัน โดยใช้กำลังพล เทคโนโลยีสมัยใหม่ อากาศยาน และ Applications มาช่วยแก้ไขปัญหาและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน (2) ด้านสิ่งแวดล้อม มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหามลพิษ ปัญหาไฟป่า PM 2.5 และพัฒนาตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิต เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน และ (3) ด้านทรัพยากรน้ำในแผ่นดิน มุ่งเน้นการพัฒนาแหล่งน้ำและน้ำใต้ดิน เพิ่มประสิทธิภาพน้ำอุปโภค บริโภค ให้ประชาชนเข้าถึงน้ำสะอาด มีน้ำเพียงพอสำหรับการเกษตร และแก้ไขปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง

